Navigation

 
 Main page
 Archives
 Statistic
 

 Quick search

 
 

 Sponsors

 
 
 

 Links

 
 Konrad Adenauer Foundation
 Public Law Net
 Thai NGO






บทที่ 8


“ส่วนตัวมองว่า ส.สงควรสังกัดพรรคการเมือง ซึ่งจะเสนอเรื่องนี้ต่อที่ประชุม เพราะถ้าไม่สังกัด ปัญหาเดิม ๆ ของประเทศไทยจะเกิดขึ้นคือ ส.ส.ขายตัว ทั้งขายให้กับรัฐบาลและฝ่ายค้าน บางครั้งก็ทำอย่างอื่น ส่งผลให้ระบอบประชาธิปไตยสั่นคลอนไม่เป็นไปตามระบบที่ควรเป็น ดังนั้น คิดว่าควรให้ ส.ส.สังกัดพรรคต่อไป แต่กฎ 90 วันก็ถือว่ามากไป อาจลดลงเหลือ 15 หรือ 30 วัน เพราะไปยึดโยนายปริญญา เทวานฤมิตรกุล งกับเรื่องการครบวาระและการยุบสภาที่ต้องมีการเลือกตั้งง่ายใน 45 วัน และ 60 วันตามลำดับ หมายความว่าในช่วง 4 ปี อาจจะไม่ให้ ส.ส.ย้ายพรรคได้ แต่ในช่วงการเลือกตั้งใหม่ น่าจะยอมให้ ส.ส.ย้ายพรรคได้ 1 ครั้ง แต่ถ้ายอมให้ย้ายพรรคตลอด หรือยอมให้มี ส.สงอิสระตลอดจะเกิดปรากฎการณ์ 2 อย่างทันทีคือ ส.ส.อิสระจะแกว่งไปแกว่งมาตลอดเวลา และ ส.ส.ที่สังกัดพรรคจะย้ายพรรคได้ตลอดเวลา
ปัญหาใหญ่ไม่ใช่เรื่อง ส.สงสังกัดพรรคหรือไม่ แต่อยู่ที่ว่าจะทำอย่างไรให้ ส.ส.ที่สังกัดพรรคมีอิสระพอสมควรในการทำหน้าที่ เช่น การเสนอกฎหมายเข้าสภาโดยไม่ต้องขอความยินยอมจากพรรคได้หรือไม่ การอภิปรายในสภาไม่ต้องผ่านคณะกรรมการประสานงาน (วิป) ได้หรือไม่
ไม่ควรยกเลิก ส.ว. เพราะคิดว่าการเมืองไทยยังคงต้องมี 2 สภา ไม่อย่างนั้นจะกลายเป็นการเมืองแท้ ๆ เกินไป แต่ที่มา ส.ว.ต้องหารือกันในคณะอนุกรรม กมธ. ชุดสถาบันการเมือง รัฐสภา และคณะรัฐมนตรีที่มีนายจรัญ ภักดีธนากุล เป็นประธาน เพราะเรื่องนี้คงต้องพูดแยกกันระหว่างคนกับระบบ ถ้าเห็นว่าระบบควรมีอยู่ ต้องไปแก้ปัญหาที่คน”
นายสมคิด เลิศไพฑูรย์ เลขานุการ กมธ. ยกร่างรัฐธรรมนูญ
: มติชน 1 กุมภาพันธ์ 2550



“ ไม่เห็นด้วยกับการลดจำนวน ส.สงเขตเหลือ 300 คน ถ้าลดให้ลดการใช้เงินซื้อเสียงนั้น เห็นว่าเป็นเหตุผลที่เบาเกินควร เมื่อไปลดจำนวน ส.ส.ลง การแข่งขันจะยิ่งสูงมากขึ้น การใช้เงินก็สูงตามอย่างแน่นอน ส่วนประเด็นส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อนั้นจะมีหรือไม่ก็ไม่ติดใจ”
นายบรรหาร ศิลปะอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย : มติชน 1 กุมภาพันธ์ 2550



“ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อไม่ควรนำมาใช้กับประเทศที่เป็นรัฐเดี่ยว เพราะระบบนี้ใช้กับการเมืองการปกครองแบบประธานาธิบดีที่มีรัฐต่าง ๆ ทั้งนี้ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อที่เป็นอยู่ในปัจจุบันพบว่า มีการเสียเงินจำนวนมากเพื่อแลกกับการเข้าสู่ตำแหน่ง โดยบุคคลเหล่านี้ไม่คิดจะทำอะไรให้ประเทศ เพราะดำรงตำแหน่งส.สงระบบบัญชีรายชื่อไม่นานก็เข้ารับตำแหน่งเป็นรัฐมนตรี และอำนาจตัดสินใจในการจัดสรรผู้สมัครบัญชีรายชื่อยังอยู่ที่หัวหน้าพรรคเพียงคนเดียว ไม่ได้มาจากการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างแท้จริง
แนวคิดการลดจำนวน ส.ส.เหลือ 300 ไม่สมเหตุสมผล เพราะคนร่างกฎหมายไม่เป็นผู้ปฏิบัติ ซึ่งไม่ควรกำหนดจำนวน ส.ส. แต่ควรยึดจำนวนประชาชน 150,000 คนต่อ ส.ส. 1 คนต่อไป และไม่ควรมีจำนวนเกิน 500 คน นอกจากนี้นายกรัฐมนตรีควรมาจากการเลือกตั้ง ไม่เช่นนั้นจะเกิดปัญหาการสืบทอดอำนาจ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ควรให้น้ำหนักกับเรื่องการทุจริต โดยมีมาตรการลงโทษ และไม่ควรให้อำนาจคนมากเกินไป โดยเฉพาะอำนาจของนายกรัฐมนตรี เรื่องการยุบสภา เพราะที่ผ่านมาทุกยุคเมื่อพบว่านายกฯบริหารงานไม่โปร่งใส และไม่สามารถชี้แจงต่อสภาได้ ก็จะใช้วิธียุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่เป็นวงจรอุบาทว์”
นายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช : มติชน 1 กุมภาพันธ์ 2550



“การลดจำนวน ส.ส.และ ส.ว. ไม่ก่อให้เกิดปัญหาในการพัฒนาประเทศ แต่การยังให้คงมี ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อจะทำให้เกิดปัญหากับคนไทย กับระบอบประชาธิปไตย ทำให้กลายเป็นจุดอ่อน ส่งผลให้สังคมแตกออกเป็น 2 ฝ่าย
ผมได้พูดคุยกับชาวบ้านซึ่งความคิดเห็นที่ตรงกันคือ ต่อให้มี ส.ส. ส.ว.เหลือเพียง 100 คน แต่ใน 100 คนเป็นนักการเมืองที่มีสำนึกการทำเพื่อชาติ การทำงานมีคุณภาพทุ่มเทเพื่อประเทศชาติ ยังดีกว่ามี ส.ส. ส.ว. 1 ล้านคน ที่ใช้การเลือกตั้งเป็นช่องทางเข้ามาโกงกินหาผลประโยชน์ใส่ตัว ถ้าอย่างนั้นยอมให้มีรัฐบาลที่มาจากการแต่งตั้งยังดีเสียกว่า”
นายสน รูปสูง ปราชญ์ชาวบ้านจังหวัดขอนแก่น : มติชน 1 กุมภาพันธ์ 2550



“ ที่มาของนายกฯ ไม่ควรเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ เพราะขึ้นอยู่กับพัฒนการของระบบพรรคการเมือง โดยพรรคที่ได้รับเลือกด้วยเสียงข้างมากจะได้เป็นนายกฯ แต่จะเกิดข้อเสียคือ หากมีพลังอำนาจที่เหนือกว่าพรรคการเมือง หรือมีบางพรรคร่วมกับพลังอำนาจจะสามารถเข้าสู่ตำแหน่งได้ ส่วนข้อดีคือ ความถ่วงดุลกับพรรคหรืออำนาจอื่น ทำให้พรรคต้องสร้างความเข้มแข็งทางประชาธิปไตย เมื่อเกิดวิกฤติผู้นำในระบบพรรคการเมือง ก็ไม่จำเป็นต้องฉีกรัฐธรรมนูญ แต่สามารถนำคนนอกมาได้ และยังเป็นการให้อำนาจแก่ประชาชนในการต่อรองทางการเมือง หากผู้นำทางการเมืองไม่ได้รับการยอมรับ ซึ่งข้อเสนอดังกล่าวไม่ได้มาจาก คมช. เพื่อให้สืบทอดอำนาจ แต่เป็นการร่างรัฐธรรมนูญเพื่อสอดคล้องกับสังคมวิทยาการเมืองของไทย
เนื้อหาของรัฐธรรมนูญปี 2550 จะทำอย่างไรให้อำนาจรัฐห่างจากอำนาจทุน เพราะคำว่า “ไม่เป็นผู้รับสัมปทานโดยตรงและโดยทางอ้อม” ได้ถูกตัดออกในกฎหมาย ทำให้อำนาจทุนเข้ามาครอบงำ โดยเป้นกลุ่มเดียวกับอำนาจรัฐ เพราะไม่ถ้าไม่สามารถแยกอำนาจรัฐออกจากอำนาจทุน อาจจะมีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองใช้นอมินีถือหรือโอนให้ลูกหรือภรรยาถือแทนได้
นอกจากนี้ควรมีการตรวจสอบฝ่ายบริหาร ซึ่งควรคงเครื่องมือของฝ่ายค้านในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ โดยเสนอใช้ 2 วิธีคือ ใช้เสียง 1 ใน 5 ของ ส.ส.ทั้งหมด หรือใช้ 4 ใน 5 ของจำนวน ส.ส.ฝ่ายค้านที่เหลืออยู่ นอกจากนี้ควรทำให้ภาคประชาชนเกิดความเข้มแข็ง โดยหากเกิดผลเป็นรูปธรรม ควรนำเงินจาก กกต. ที่สนับสนุนกองทุนพรรคการเมือง และในกรณีที่เกิดความเสียหายแก่รัฐ ประชาชนในฐานะผู้เสียหายสามารถร้องทุกข์กล่าวโทษได้โดยตรง ไม่ควรรอหน่วยงานของรัฐเป็นผู้ฟ้องร้อง เพราะเป็นผู้อยู่ภายใต้ร่มทางการเมือง”
นายบรรเจิด สิงคะเนติ อาจารยืประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ : ผู้จัดการ 2 กุมภาพันธ์ 2550



“ ผมมองว่าการฉีกรัฐธรรมนูญแล้วเลือก ส.ส.ร.ชุด 2550 ไม่มีความสง่างามเหมือน ส.ส.ร. 2540 เนื่องจาก ส.ส.ร.ชุดนี้มาจากรถถังแต่งตั้ง ซึ่งยังไม่ช่วยเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการยึดอำนาจได้ ..
ที่มาของนายกฯ และที่มาของ ส.ว. เชื่อว่า ส.ส.ร.จะไม่เขียนให้มีการสืบทอดอำนาจให้ คมช. แต่ส่วนที่ควรระวังคือการหมกเม็ด ในบทเฉพาะกาลที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีต ที่มาของนายกฯ ไม่จำเป็นต้องเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่ในสถานการณ์ที่อยู่ภายใต้การยึดอำนาจ ถ้าไม่อยู่ในรัฐธรรมนูญจะถูกมองว่าเป็นการเจาะช่องให้ คมช. และคนของ คมช. เข้าสู่ตำแหน่งทั้งที่รัฐธรรมนูญปี 2530-2540 ซึ่งเป็นเวลา 14 ปีเต็มที่ใช้หลักการว่านายกฯ ต้องมาจากการเลือกตั้ง ดังนี้ หากข้อความดังกล่าวหายไปในรัฐธรรมนูญ 2550 เชื่อว่าจะเกิดปัญหาแน่นอน”
นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ : ผู้จัดการ 2 กุมภาพันธ์ 2550



“ โจทย์ร่างรัฐธรรมนูญเลือกตั้งตัวแทนประชาชนเข้าไปทำหน้าที่ในสภาจำเป็นต้องยึดหลัก...
เลือกเข้าไปเพื่อทำหน้าที่ปกป้อง ควบคุม ดูแลการใช้จ่ายเงินภาษีอากรที่จะนำมาจัดทำงบประมาณ...ฉะนั้น กติการัฐธรรมนูญ ที่จะทำให้การเลือกตั้งมีคุณภาพ สอดคล้องกับความเป็นจริงทางการเมือง ตัวแทนที่จะเข้าไปทำหน้าที่ในสภา จะต้องมาจากฐานการเสียภาษี
ประชากรในพื้นที่ที่มีการเสียภาษีสูง...ย่อมต้องมีตัวแทนเข้าไปปกป้องภาษีมากตามสัดส่วนการเสียภาษี ไม่ใช่กฎกติกาเดิม ๆ ที่มาจากฐานเลือกตั้ง เพื่อหาตัวแทนมาทำหน้าที่นิติบัญญัติ....รศ.ดร.โกวิท วงศ์สุรวัฒน์ ภาคีสมาชิกสาขารัฐศาสตร์ สำนักธรรมศาสตร์และการเมือง ราชบัณฑิตยสภา ยังได้ยกตัวอย่างประชาธิปไตยในอังกฤษที่คนไทยไปลอกแบบมาใช้ในบ้านเราให้เห็นด้วยว่า...ก็มีรากฐานไม่ต่างกัน”
สกู๊ปหน้า 1 “ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ปฏิวัติสิทธิผู้เสียภาษี”
: ไทยรัฐ 2 กุมภาพันธ์ 2550



“ การให้มี 2 สภาเป็นเรื่องดี ประเทศไทยยังจำเป็นต้องมี 2 สภา แต่กระบวนการที่มาจะต้องหาทางให้เหลื่อมกัน อย่าเหมือนกัน จะได้เป็นผู้แทนคนละลักษณะ หากให้มาจากการแต่งตั้ง ก็ต้องมีหลักเกณฑ์ว่าสามารถกระจายได้ทั่งถึง และวางใจได้ว่าไม่ตกอยู่ภายใต้อารัติใคร ทั้งนี้ ส.ส.ร.ควรจะรับฟังจากทุกฝ่ายเพื่อนำมาประกอบการพิจารณา
การเลือกตั้งก็มีหลายรูปแบบ ดังนั้นหากจะใช้วิธีเลือกตั้งก็จะต้องไปคิดวิธีขึ้นมาใหม่ ...(ส.ว. มาจากการแต่งตั้งหรือเลือกตั้งอย่างละครึ่ง) ถ้าเป็นอย่างนั้นเดี๋ยวก็ตีกันตายกลางสภา เพราะถ้ามาไม่เหมือนกันปัญหาจะเกิดขึ้นกลางสภา จากประสบการณ์ที่เคยเป็น ส.ว.แต่งตั้ง ไม่ขอออกความเห็น เพราะ ส.ส.ร.ยังไม่มีข้อสรุป เกรงว่าจะเป็นการชี้นำ ที่ต้องทำแน่ ๆ ก็คือ ทำอย่างไรก็ได้ให้ได้ ส.ว.ที่เป็นกลางอย่างแท้จริง ไม่ตกอยู่ใต้อาณัติใคร เพราะเมื่อมอบหมายหน้าที่ให้ทำอะไรก็ไม่ต้องกังวล (ส่วนอำนาจหน้าที่ของวุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญปี 2540 ที่ให้ ส.ว.มีอำนาจถอดถอนและแต่งตั้งองค์กรอิสระ ควรจะยังคงไว้หรือไม่) ถ้ายังมีองค์กรอิสระอยู่ก็คงต้องให้สภามีส่วนเกี่ยวข้อง แต่จะให้เกี่ยวข้องแค่ไหน ก็ต้องไปศึกษาดู”
นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ
: ไทยรัฐ 3 กุมภาพันธ์ 2550



“ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อมีข้อดีทำให้ประชาชนรู้จักเลือกพรรคการเมือง ให้ความสำคัญกับนโยบายของพรรค และแก้ปัญหาให้คนที่ไม่ได้เป็นนักเลือกตั้งอาชีพ แต่เก่งด้านบริหาร สามารถมีช่องทางเข้ามาเป็น ส.ส.ได้
สำหรับแนวคิด ส.สงไม่ต้องสังกัดพรรคการเมือง เท่ากับย้อนหลังไปไกลถึงปี 2511 การที่ ส.ส.ไม่ต้องสังกัดพรรคก็จะทำให้เกิดการรวมกลุ่มต่อรอง ส.ส.มีค่าตัว และทำให้ระบบพรรคการเมืองอ่อนแอ ประชาชนไม่เห้นความสำคัญของระบบพรรคการเมืองที่ถือเป็นสิ่งที่ควบคู่กับระบอบประชาธิปไตยทั่วโลก ประชาชนก็จะไปลงคะแนนเลือกตั้งโดยไม่รู้เลยว่าใครมีนโยบายอย่างไร ถือเป็นผลเสีย ทำลายแนวทางที่จะพยายามส่งเสริมให้ประชาชนทำงานร่วมกับพรรคกาเมือง
การเขียนรัฐธรรมนูญไม่ควรเริ่มต้นจากการมีจุดมุ่งหมายเฉพาะเจาะจง เช่นต้องการจัดการกับใครหรือกลุ่มการเมืองใด โดยรัฐธรรมนูญเป็นเครื่องมือ เพราะจะทำให้รัฐธรรมนูญกลายเป็นระบบที่ไม่ดี ไม่ยั่งยืน มีปัญหาตามมามากมาย และจะพิกลพิการในที่สุด อีกประการหนึ่งคือไม่ควรเขียนเพื่อมุ่งลดความเข้มแข็งของระบบพรรคการเมือง ลดอำนาจบทบาทพรรคการเมืองให้อ่อนแอลง เพราะปัญหาต่าง ๆ ก็จะตามมา ทั้งเรื่องการซื้อเสียง ส.ส.ต่อรองกับพรรคการเมืองตัวเอง และต่อรองกับรัฐบาลมากเกินไป”
นายจาตุรนต์ ฉายแสง รักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย
: มติชน 3 กุมภาพันธ์ 2550



“ ผู้เขียนไม่เห็นด้วยที่จะให้ลดจำนวน ส.ส. จาก 500 คนเหลือเพียง 300 คน เพราะจะทำให้สัดส่วนของ ส.ส.ต่อประชากรเพิ่มสูงขึ้นเกินไปจนทำให้ผู้แทนราษฎรไมสามารถดูแลราษฎรได้อย่างเต็มที่.
สำหรับจำนวน ส.ส.นั้น ในกรณีที่ให้วุฒิสภาเป็นสภาผู้ทรงคุณวุฒิคอยกลั่นกรองกฎหมายหรือรวมถึงการเป็นสภาตรวจสอบไม่ว่าจะมีที่มาจากการเลือกตั้งหรือแต่งตั้งโดยผ่านกระบวนการสรรหา หรือผสมระหว่างเลือกตั้งกับแต่งตั้งโดยผ่านกระบวนการสรรหา โดยแม้รัฐธรรมนูญจะมีการกำหนดให้เป็นผู้แทนของปวงชน แต่ในความเป็นจริง วุฒิสภาไม่ได้ดูแลสารทุกข์สุขดิบของประชาชนเหมือนดัง ส.ส. ผู้เขียนจึงเห็นว่าจำนวนของ ส.ว.สามารถลดลงเหลือเพียง 100 คนได้
โดยรวมแล้วจำนวน ส.ส.ควรจะมีทั้งหมด 400 คน โดยมาจากการแบ่งเขตเลือกตั้ง 350 คน และมาจากระบบบัญชีรายชื่อ 50 คน และมี ส.ว. 100 คน รวมมีสมาชิกรัฐสภา 500 คน ซึ่งน่าจะได้สัดส่วนกับจำนวนประชากรของประเทศไทย เพียงพอที่ผู้แทนของประชาชนจะสามารถดูแลประชาชนได้”
รศ.มานิตย์ จุมปา คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
: มติชน 5 กุมภาพันธ์ 2550



  • “ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ศาลยุติธรรมจะมีบทบาททางการเมืองอย่างไร
    ที่ควรจะต้องมีต่อไปคือ ศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ต้องมีต่อไป อาจจะขยายเนื้องานให้มากขึ้นอีกนิดหน่อย แต่อย่าให้มากจนเกินไป และสาลยุติธรรมน่าจะทำงานด้านคดีเลือกตั้งได้ดีกว่าองค์กรอื่น ไม่จำเป็นต้องตั้งศาลเลือกตั้งขึ้นมาใหม่ให้สิ้นเปลืองงบประมาณ และยังไม่รู้ว่าจะออกมาในลักษณะไหน ทำงานอย่างไร
    หากให้ศาลยุติธรรมดูแลคดีเลือกตั้ง แทนที่จะเป็นอำนาจเด้ดขาดของกกต. ก็น่าจะดีขึ้น และต้องมีกระบวนการวิธีพิจารณาเป็นพิเศษที่จะต้องเสร็จทันไม่ปล่อยให้กว่าถั่วจะสุกงานก้ไหม้ ต้องมีกรอบเวลา มีอะไรที่เป็นวิธีการที่พิเศษกว่าคดีทั่วไป เพราะไม่เหมือนคดีอาญาและแพ่ง ต้องมีวิธีการพิจารณาคดีเลือกตั้งตามมา
  • ในส่วนศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จะปรับปรุงให้คดีมาถึงศาลง่ายกว่าเดิมอย่างไรบ้าง
    ทำได้ มีเสียงเรียกร้องว่าหลักการที่ประชาชนต้องการชัดเจนคือ การเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการประเทศ ซึ่งเป็นวัตถุประสงค์หลักของรัฐธรรมนูญ 2540 ข้อหนึ่ง แต่ในความเนจริงในทางปฏิบัติ ประชาชนยังเข้ามามีส่วนร่วมไม่มากนัก ตรงนี้ก็น่าจะเป็นอีกประเด็นหนึ่ง ที่เราก็ควรจะมองว่าเป็นปัญหาและควรแก้ไข
    วิธีการแก้ไขคือให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการบ้านเมือง ทางการเมือ ทางการตรวจสอบผู้ใช้อำนาจรัฐได้มากขึ้น นั่นก็จะเปิดช่องทางให้การนำคดีมาสู่ศาลหรือฝ่ายตุลาการหรือองค์กรอิสระทั้งระบบ ควรจะทำได้โดยประชาชนโดยตรงได้มากขึ้น เราอาจจะลดจำนวนประชากรที่เสนอขอถอดถอนหรือเสนอตรวจสอบอะไรจาก 5 หมื่นคน ก็เหลือสัก 1 หมื่นหรือ 2 หมื่นคน ก็แล้วแต่บทวิเคราะห์ที่สมควรจะเป็นอย่างไร
  • รัฐธรรมนูญใหม่จะแก้ไขในส่วนของศาลยุติธรรมอย่างไรบ้าง
    ก็มีบ้าง หากจะให้คดีเลือกตั้งไปอยู่ที่ศาล ก็ต้องเขียนนำบ้าง เพราะหากไม่ให้แก้ก็จะเหมือนรัฐธรรมนูญเดิม อำนาจศาลเหนือคดีเลือกตั้งจะเป็นไปไม่ได้ แต่ไม่ใช่การแก้ใหญ่ ปัญหาใหญ่ของรัฐธรรมนูญ 2540 อยู่ที่ฝ่ายบริหารมีอำนาจมากเกินไป ฝ่ายตรวจสอบล้มเหลว เพราะพรรคการเมืองและอำนาจทุนมีอำนาจมากเกินไป ระบบคุณธรรมจริยธรรมล้มละลาย
    ในรัฐธรรมนูญ 2540 ปัญหาใหญ่อยู่ตรงนั้น ประชาชนมีส่วนร่วมน้อยไป ศาลเองอาจจะมีปัญหาที่ศาลรัฐธรรมนูญ จะต้องวิเคราะห์ว่าจะเอาอย่างไรกับศาลรัฐธรรมนูญ เพราะเป็นองค์กรที่ถูกแทรกแซงไม่น้อยไปกว่าองค์กรอิสระอื่น ๆ ต้องเข้าไปหาทางป้องกันว่า หากต้องการมีศาลรัฐธรรมนูญต่อไป ก็ต้องมีระบบป้องกันการแทรกแซงของฝ่ายการเมือง เพื่อให้มีฐานะเป็นองค์กรตุลาการอย่างแท้จริง”
    นายจรัญ ภักดีธนากุล รองประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ
    : มติชน 5 กุมภาพันธ์ 2550



    “ ทำอย่างไรให้ฝ่ายนิติบัญญัติกับฝ่ายบริหารแยกอำนาจกันมากขึ้นกว่าเดิม ที่ผ่านมาใช้ระบบแยกหน้าที่คือคนที่เป็นรัฐมนตรีจะพ้นจาก ส.ส. หรือการที่นายกฯสามารถยุบสภาได้ ทำให้นายกฯมีอำนาจมากขึ้น ดังนั้น ต่อไปน่าจะมีแนวคิดให้นายกฯยุบสภาไม่ได้ เพราะเมื่อรัฐบาลทำงานไม่ได้ เท่ากับถูกปฏิเสธจากสภา ก็ควรเปลี่ยนนายกฯใหม่ ไม่ควรลงโทษสภา เปรียบเสมือนบริษัทที่ประชาชนถือหุ้น สามารถเปลี่ยนผู้นำได้ แต่ผู้นำไม่สามารถยุบบริษัทได้
    ส่วน ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อนั้น ยังมีประโยชน์ แต่เมื่อคนกลัวว่านายกฯ จะมีอำนาจเหมือนคราวที่แล้วและอ้างคะแนนจากประชาชนทั้งประเทศ ก็กำหนดว่านายกฯมาจากส.ส.เขต ก็น่าจะแก้ปัญหาได้ ขณะที่ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่ออาจจะเปลี่ยนจากเขตประเทศเป็นเขตจังหวัด ทุกพรรคจะได้เฉลี่ยกันมีส.ส.ในจังหวัด คะแนนของประชาชนจะได้ไม่หายไปเลยอย่างสิ้นเชิง ไม่เช่นนั้นหากคะแนนแบบเขตแพ้แล้วพรรคนั้นก็แพ้เลย
    สำหรับการสังกัดพรรคการเมือง ก็น่าจะคงอยู่ แต่เปิดโอกาสให้ย้ายพรรคได้ในช่วงใกล้หมดวาระหรือยุบสภา แต่ถ้าเปิดให้ส.ส.อิสระก็จะกลับไปชุลมุนเหมือนเก่า ทั้งนี้ ระบบการตรวจสอบควรเปิดให้ส.ว.สามารถร่วมลงคะแนนอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลได้ด้วย จุดนี้ทำให้ส.ว.ต้องมาจากการเลือกตั้ง แต่ต้องหาทางไม่ให้มีลักษณะสภาผัวสภาเมียเหมือนที่ผ่านมา
    แนวคิดเหล่านี้ ผมเสนอในนามสมาชิกสภาร่างฯ คนหนึ่งเท่านั้นและไม่ได้ชี้นำ ส่วนการดำเนินการเป็นเรื่องของคณะกรรมาธิการยกร่างฯ”
    นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ
    : มติชน 5 กุมภาพันธ์ 2550



    “จำนวนส.ส.จะมากหรือน้อยไม่เป็นปัญหาในแง่การทำหน้าที่ในสภา แต่ถ้าลองมองถึงความได้เปรียบเสียเปรียบในการเลือกตั้ง หาก ส.ส.เขต 400 คน และเขตเดียวเบอร์เดียวจะแข่งขันกันรุนแรง และทำให้ยิ่งทุ่มเงิน ส่วนระบบแบ่งเขตเรียงเบอร์ เช่น 1 เขต 3 เบอร์ จะทำให้ผู้มีสิทธิลงคะแนนได้คิดถึงตัวบุคคลและพรรคแบ่งเฉลี่ยเท่า ๆ กันไปแต่ละพรรคซึ่งก็เปิดโอกาสให้พรรคเล็กแทรกเข้ามาได้
    หากลดจำนวนส.ส.เหลือ 300 คน ผมมองว่าพรรคใหญ่ก็จะยิ่งได้เปรียบ เนื่องจากมีกำลังในด้านต่าง ๆ มากกว่า
    ควรให้ส.ส.สังกัดพรรคการเมืองต่อไป ไม่เช่นนั้นจะมีการตั้งราคาหรือค่าตัวส.ส. แต่ต้องหาทางให้การโหวตเรื่องสำคัญ ๆใช้ความเป็นอิสระจากพรรคได้ อย่างไรก็ตา หากเป็นเรื่องสำคัญ ๆ มาก การตีกลับของเสียงโหวตก็อาจทำให้รัฐบาลพังเหมือนกัน ดังนั้น การหาจุดสมดุลเป็นเรื่องยากมาก
    หากจะยกเลิกส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อก็ไม่ขัดข้อง เนื่องจากที่ผ่านมาแม้จะออกแบบเพื่อให้ได้คนดีมีชื่อเสียงแต่ไม่มีเขตเลือกตั้งของตนเองเข้ามาได้ แต่ความเป็นจริง ส.ส.บัญชีรายชื่อกลายเป็นพื้นที่ของผู้มีอิทธิพล เป็นผู้มีเงินแต่งานเบา และยิงตรงไปเป็นรัฐมนตรี มันจึงก่อให้เกิดความแตกต่าง แต่หากจะคงไว้ต้อไปก็ต้องคิดถึงวิธีการที่ได้มา คุณสมบัติ และวิธีการเลือกกันใหม่”
    นายสุจิต บุญบงการ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ
    : มติชน 5 กุมภาพันธ์ 2550



    “ ในหมู่นักวิชาการมีการหารือกันถึงการร่างรัฐธรรมนูญอย่างต่อเนื่อง ประเด็นสำคัญอาทิ
    1. นายกรัฐมนตรีต้องไม่มีอำนาจเหนือฝ่ายนิติบัญญัติ ต้องให้สภาถ่วงดุลฝ่ายบริหารให้ได้
    2. ความอิสระของส.ส. หากจะปลดล็อก 90 วันแล้ว ต้องไม่ทำให้ ส.ส.ใช้ความอิสระนั้นหาประโยชน์เพื่อตนเอง หรือคุกคามเสถียรภาพของรัฐบาล เพราะในอดีตมีปรากฎการณ์ส.ส.ขายตัว
    3. การอภิปรายไม่ไว้วางใจมีประโยชน์จริงหรือไม่ รวมถึงการตัดอำนาจนายกฯไม่ให้ยุบสภา
    4. การจำกัดวาระการดำรงตำแหน่งของนายกฯ อาจจะ 1 หรือ 2 สมัย เพราะประเทศประชาธิปไตยสมัยใหม่จำกัดวาระผู้นำทั้งสิ้น ซึ่งหากจะจำกัด 2 วาระ รัฐบาลรักษาการช่วงรอยต่อก็ควรให้ฝ่ายอื่นมารักษาการ เช่นให้ปลัดกระทรวงมาทำหน้าที่รัฐมนตรีรักษาการ หรือปรานศาลฎีกามารักษาการนายกฯ เพื่อดูแลการเลือกตั้งให้ยุติธรรม
    5. องค์กรอิสระต้องมีที่มาโปร่งใส ต้องตรวจสอบประวัติอย่างเปิดเผยให้ประชาชนรู้ เพราะที่ผ่านมาทำกันลับ ๆ ในมุมมืด
    6. ที่มา ส.ว. ถ้าจะเลือกตั้งก็ให้รู้ไปเลยว่าเป้นพวกใคร ไม่ใช่บอกว่าเป็นกลางแต่จริง ๆ ก็เป็นอีแอบ แต่ถ้าทำให้ชัดไม่ได้ก้อย่ามี
    7. ส.สงบัญชีรายชื่อดูเหมือนดีแต่ใช้ไม่ได้ผลในเมืองไทย เพราะกลายเป็นอยู่ในอุ้งมือหัวหน้าพรรค กลายเป็นเผด็จการของหัวหน้าพรรค ดังนั้นควรเลิก”
    นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และศาสตราจารย์ประจำคณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
    : มติชน 5 กุมภาพันธ์ 2550



    “ แม่ลูกจันทร์” ขอทำหน้าที่พลเมืองดีด้วยการเสนอประเด็นที่จะช่วยให้การเลือกตั้งครั้งใหม่โปร่งใสและเป็นธรรม เพื่อให้คณะกรรมาธิการยกร่าง และสภาร่างรัฐธรรมนูญรับไว้พิจารณาเพิ่มเติม
    1. รื้อโครงสร้างคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ไม่ให้มีอำนาจครอบจักรวาลด้วยการลดอำนาจ กกต.ให้เป็นผู้จัดการเลือกตั้งอย่างเดียว
    2. ตั้งศาลเลือกตั้ง เพื่อพิจารณาไต่สวนและตัดสินคดีทุจริตเกี่ยวกับการเลือกตั้งทั้งระบบ และการให้ใบเหลืองใบแดง
    3. จัดตั้งองค์กรกลางจากภาคประชาชนที่เป็นกลางจริง ๆ ทำหน้าที่ตรวจสอบทุจริตและควบคุมการเลือกตั้ง เพื่อถ่วงดุล กกต.
    4. เพิ่มโทษทุจริตเลือกตั้ง ทั้งคนซื้อเสียงและคนขายเสียงให้แรงกว่าเดิม
    5. ออกกฎเหล็ก ห้ามผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ข้าราชการ เป็นหัวคะแนนให้นักการเมือง
    6. กำหนดให้การไปใช้สิทธิเลือกตั้งผู้แทนราษฎรเป็น “หน้าที่” ของประชาชน
    7. เปลี่ยนระบบการเลือกตั้งจากแบ่งเขตเบอร์เดียว ซึ่งง่ายต่อการซื้อเสียง กลับไปใช้ระบบเลือกตั้งทั้งจังหวัด หรือแบบรวมเขตเรียงเบอร์
    8. ยกเลิก ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ ให้มีแต่ ส.ส.จากการเลือกตั้งโดยตรง
    9. ใช้เทคโนโลยีพิเศษในการจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้ง เพื่อป้องกันบัตรปลอม
    10. การนับคะแนนเลือกตั้งให้นับรวมที่จังหวัดแทนการนับทีอำเภอ”
    สำนักข่าวหัวเขียว
    : ไทยรัฐ 6 กุมภาพันธ์ 2550



    “รัฐธรรมนูญใหม่ต้องทำให้ระบบตรวจสอบเข้มแข็ง ต้องสร้างระบบพรรคให้เข้มแข็ง ต้องสร้างความเป็นประชาธิปไตยในพรรค พรรคจะต้องเป็นของสมาชิกพรรคและของประชาชน ไม่ใช่พรรคของผู้นำพรรคมหาเศรษฐี ที่พร้อมที่จะทำทุกอย่าง แม้แต่การซื้อตัว ส.ส. ซื้อพรรค และซื้อเสียง เพื่อปูทางสู่อำนาจ ซึ่งทำให้พรรคกลายเป้นของผู้นำเพียงคนเดียว ส่วน ส.ส.เป็นแค่ไม้ประดับ
    รัฐธรรมนูญใหม่จะต้องจำกัดจำนวนเงินที่บริจาคให้แก้พรรค ไม่ว่าจะเป็นเงินบริจาคของบุคคลธรรมดา หรือนิติบุคคล จะต้องเปิดเผยชื่อผู้บริจาคเงินให้แก่พรรค และจะต้องมีการตรวจสอบความถูกต้องอย่างเข้มงวด เพื่อไม่ให้พรรคเป้นของคนคนเดียวหรือกลุ่มเดียว แต่จะต้องเป็นพรรคของมวลชนเพื่อให้พรรคเข้มแข็ง และรัฐบาลที่เข้มแข็ง แต่ไม่ลุแก่อำนาจตามคำกล่าวปราน ส.ส.ร.”
    บทนำ”เข้มแข็งแต่ไม่บ้าอำนาจ”
    : ไทยรัฐ 6 กุมภาพันธ์ 2550



    “...ผมเห็นว่าน่าจะเพิ่มเติมด้านการศึกษามี 3 ประเด็น
    1. ต้องมีบทบัญญัติป้องกันความเสมอภาคในโอกาสทางการศึกษา และบางครั้งอาจต้องกำหนดเป็นสิทธิและหน้าที่ไว้ด้วย
    2. ต้องให้การศึกษาภาคบังคับเป็นหน้าที่ของพลเมือง และ
    3. ผมอยากให้เพิ่มเติมในมาตรา 81 ในเรื่องการก้าวสู่สังคมฐานความรู้ผ่านการวิจัย ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องได้รับการสนับสนุน

    นอกจากนี้ ยังต้องพัฒนาวิชาชีพครูและให้ความสำคัญกับวิชาชีพครู ตลอดจนอยากให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาให้มากขึ้นโดยเฉพาะภาคเอกชน ผมอยากเห็นภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมทางการศึกษาอย่างกว้างขวางในลักษณะความร่วมมือแบบสหกิจ แบบทวิภาคีหรือสนับสนุนงานวิจัย ไม่ใชเพียงแค่จัดการการสอนร่วมกันเท่านั้น”
    ศ.ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษา
    : มติชน 6 กุมภาพันธ์ 2550



    “ มี 6 ประเด็นที่อยากให้บัญญัติไว้ ได้แก่
    1. กำหนดสาระทางการศึกษาที่มีความสำคัญ ซึ่งรัฐต้องดำเนินการให้เกิดผล และต้องนำไปไว้ในหมวดสิทธิและเสรีภาพ เช่น สิทธิการรับบริการการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างมีคุณภาพ โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย สิทธิในการเรียนรู้ตลอดชีวิต
    2. เรื่องสิทธิเสรีภาพทางการศึกษาในการรับการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างมีคุณภาพ โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย ควรนำไปไว้ในหมวดแนวนโยบายแห่งรัฐ พร้อมทั้งกำหนดค่าใช้จ่ายที่จะไม่เก็บให้ชัดว่ามีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง และให้สิทธิเรียนฟรีเฉพาะผู้มีรายได้น้อย ส่วนสิทธิการเรียนรู้ตลอดชีวิต ในรัฐธรรมนูญควรรับรองสิทธิของประชาชนที่จะได้รับโอกาสเรียนรู้ตลอดชีวิต
    3. หน้าที่ทางการศึกษา ควรเพิ่มเติมสาระที่เกี่ยวกับเสรีภาพทางวิชาการ โดยกำหนดให้บุคคลมีหน้าที่รับการศึกษาเช่นเดียวกับที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ.2540
    4. แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐเกี่ยวกับการศึกษา ในส่วนครูต้องให้สถานศึกษามีครุอย่างพอเพียง และเป็นครูที่มีคุณภาพและมีคุณธรรม มีการส่งเสริมพัฒนาครูให้ก้าวหน้าในวิชาชีพ สำหรับนักเรียนนั้นรัฐต้องดูแลให้สถานศึกษาปราศจากสิ่งที่เป็นอันตรายต่อการเติบโตอย่างมีคุณภาพ
    5. การจัดการศึกษาโดยองค์กรส่วนท้องถิ่น ( อปท.) ควรกำหนดให้ อปท. มีหน้าที่ส่งเสริมการจัดการศึกษาของเอกชนด้วย และ
    6. การศึกษาชาติต้องมีบทบาทในการนำภาคสังคมและเศรษฐกิจ ไม่ใช่มุ่งพัฒนาการศึกษาให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจและสังคมอย่างที่เป็นอยู่”
    ดร.สิริพร บุญญานันต์ รองเลขาธิการสภาการศึกษา
    : มติชน 6 กุมภาพันธ์ 2550



    “ประเด็นที่ดิฉันอยากให้เพิ่มเติมในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีอยู่ 2 เรื่อง เรื่องแรกเป็นสิทธิหน้าที่และความเสมอภาคทางการศึกษา ซึ่งในทางปฏิบัติยังเกิดปัญหากับผู้ปกครองที่ทางโรงเรียนเก็บค่าเล่าเรียนเพิ่มเติม เพื่อนำไปเป็นค่าใช้จ่ายทั่วไป เนื่องจากค่าใช้จ่ายที่รัฐสนับสนุนให้ยังไม่เพียงพอ แม้ว่าปัจจุบันโรงเรียนจะได้รับค่าใช้จ่ายรายหัวเพิ่มเติมแล้วก็ตาม จึงต้องเปลี่ยนบทบัญญัติจากเดิมที่กำหนดให้ไม่เก็บค่าใช้จ่ายในการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นรัฐสนับสนุนค่าใช้จ่ายอย่างเต็มอัตรา โดยเฉพาะโรงเรียนขนาดเล็ก
    และประเด็นที่สอง ต้องกำหนดให้รัฐธรรมนูญให้หน่วยงานต่าง ๆ เข้ามาร่วมรับผิดชอบในการจัดการศึกษาร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการมากขึ้น เช่น สถาบันครอบครัว สถาบันศาสนา และสถานประกอบการ”
    นางมัณฑนา ศังขะกฤษณ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
    : มติชน 6 กุมภาพันธ์ 2550



    “ ผมจึงอยากให้กำหนดในรัฐธรรมนูญใหม่ให้ชัดเจนว่า บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอภาคในการรับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ไม่ว่าคนจนหรือคนรวย ขณะเดียวกันรับบาลต้องสร้างให้ทุกโรงเรียนมีคุณภาพเท่าเทียมกัน ทำให้ทุกโรงเรียนเป็นโรงเรียนในฝัน ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมาก หากทุกโรงเรียนมีมาตรฐานเท่าเทียมกันแล้ว ทางองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็ไม่จำเป็นต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวอีก”
    พ.ต.อ.ธงชัย เย็นประเสริฐ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี
    : มติชน 6 กุมภาพันธ์ 2550



    “ ผมอยากให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่กำหนดบทบาทให้เป็นหน้าที่ภาคเอกชนที่ต้องเข้ามาสนับสนุนทางการศึกษา ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องปฏิบัติเพื่อให้ประเทศชาติก้าวหน้า โดยไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นบริษัทขนาดใหญ่เท่านั้น บริษัทขนาดเล็กที่กำไรน้อยก็อาจเข้ามาช่วยสนับสนุนด้านบุคลากร หรือสละเวลาในการเข้ามาร่วมร่างหลักสูตร หรือเปิดให้ครุเข้าไปเรียนรู้ในโรงงานเพื่อเพิ่มศักยภาพและขีดความสามารถของครู ส่วนนโยบายพื้นฐานการจัดการศึกษา ผมเห็นว่ารัฐบาลต้องลดบทบาทลง แล้วให้เอกชนเข้ามาจัดการศึกษามากขึ้น เพื่อให้เกิดการแข่งขันกันในภาคเอกชน ซึ่งจะเกิดการพัฒนาคุณภาพทางการศึกษาตามมา”
    ดร.นิพนธ์ สุรพงษ์รักเจริญ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
    : มติชน 6 กุมภาพันธ์ 2550



    “ เรื่องแรกที่ผมอยากให้เพิ่มเติมในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เกี่ยวกับการจัดการศึกษาในยุคปฏิรูปการศึกษา คือวิถีประชาธิปไตยทางการศึกษา ทั้งในเรื่องสิทธิมนุษยชนและสิทธิเสรีภาพ เพราะที่ผ่านมาจะเห็นว่าระบบการศึกษาส่งเสริมให้เด็กตกเป็นทาสระบบหน้าที่ประชาธิปไตย พูดง่าย ๆ ว่าซื้อเสียงได้ นอกจากนี้ ต้องให้อิสระสิทธิเสรีภาพสากลทางการศึกษาในระดับอุดมศึกษา โดยต้องบังคับให้มีระบบตรวจสอบความโปร่งใสในการบริหารจัดการด้วยระบบธรรมาภิบาลในสถาบันการศึกษา และต้องจัดองค์ประกอบทางการศึกษาให้เป็นประโยชน์แก่ผู้เรียน ตลอดจนสนับสนุนครุอาจารย์ให้ทำงานด้วยความสบายใจและมีความคล่องตัวมากขึ้น ที่สำคัญต้องสร้างภูมิคุ้มกันให้เด็กอยู่ร่วมสมัยได้ในอนาคต เพราะเชื่อว่าจะมีสื่ออันตรายอยู่รอบตัว”
    รศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
    : มติชน 6 กุมภาพันธ์ 2550



    “ ผมก็ขอเสนอไปยัง น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ ประธานยกร่างรัฐธรรมนูญ และนรนิติ เศรษฐบุตร ประธาน ส.ส.ร. ว่า น่าจะมีการบัญญัติเรื่อนี้ไว้ในรัฐธรรมนูญใหม่เสียเลยว่า
    ผู้ที่กระทำความผิดเกี่ยวกับการทุจริตคอรัปชั่น ให้สินบน หรือรับสินบน ไม่ว่าเอกชน นักการเมือง หรือข้าราชการ ห้ามเล่นการเมืองตลอดชีวิต เอาให้แรงกันไปเลย อย่างน้อยก็เป็นการป้องกันไม่ให้คนไม่ดีเข้ามามีอำนาจการเมืองในอนาคต ดีไหม”
    ลม เปลี่ยนทิศ หมายเหตุประเทศไทย
    : ไทยรัฐ 7 กุมภาพันธ์ 2550



    “ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่กำลังจัดทำกันอยู่ในขณะนี้ หากจะให้เสรีภาพประชาชนและสื่อมวลชนอย่างแท้จริง จะต้องเพิ่มเติมข้อความให้ชัดเจนและให้บังคับใช้ได้จริงในทางปฏิบัติให้สมกับเจตนารมณ์ที่กำหนดไว้ ไม่ใช่บัญญัติไว้โก้ ๆ เพื่ออวดชาวโลก ในความเป็นจริงกลับล่วงละเมิดกันทุกวัน...
    เพื่อไม่ให้รัฐธรรมนูญไร้ความหมาย จึงควรจะบัญญัติให้การรับรองเสรีภาพประชาชนและเสรีภาพสื่อมวลชนให้ชัดเจนว่า การพูด การแสดงความคิดเห็น การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา หากกระทำด้วยเจตนาสุจริตเพื่อเข้าไปมีส่วนร่วมในทางการเมืองของบุคคลสาธารณะซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐจะต้องได้รับการคุ้มครองตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย”
    บุญเลิศ ช้างใหญ่
    : มติชน 8 กุมภาพันธ์ 2550



    “ ถ้าพรรคการเมืองยังมีบทบาทสำคัญที่สะท้อนเจตนารมณ์ของประชาชน จำนวน ส.สงเขตมีเท่าไร ประชาชนควรจะต้องได้เลือกเท่านั้น ไม่มีเหตุผลที่จะไปจงใจทำให้เกิดลักษณะเบี้ยหัวแตก ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหานักการเมืองไปต่อรองกันในสภา ส่วนการปลดล็อค 90 วัน ยืนยันว่าการสังกัดพรรคการเมืองในสังคมไทย จำเป็นที่กฎ 90 วันต้องคงไว้ มิฉะนั้น พรรคการเมืองพัฒนาไม่ได้ ยกเว้นกรรีที่ ส.ส.ขัดแย้งกับพรรคการเมืองจริง ๆ หรือยกเว้นในกรณีสำหรับคนที่ไม่เคยลงเลือกตั้งมาก่อน ก็ไม่ต้องใช้กฎ 90 วัน”
    นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์
    : ไทยรัฐ 10 กุมภาพันธ์ 2550



    “ การปรับปรุงรัฐธรรมนูญที่จะต้องแก้ไขคือ แก้ปัญหาที่เป็นวิกฤตจริง ๆ เรื่องแรกที่จะต้องทำคือ ต้องสร้างระบบการเมืองให้เป็นสถาบันการเมืองให้ได้ รวมไปถึงวิธีการเข้าสู่การเมืองต้องมาจากการเลือกตั้ง แก้ปัญหาองคืกรอิสระที่ยังคงมีปัญหาอยู่ และวิกฤตที่สำคัญที่สุดคือ เรื่องสมาชิกวุฒิสภา หาก ส.ว.จะมาจากการแต่งตั้งก็ต้องกำหนดคุณสมบัติว่าต้องมีความรู้ความสามารถเรื่องกฎหมาย แล้วมากำหนดบทบาทหน้าที่กันใหม่ว่า ส.ว.ทำอะไร ประเด็นต่อมาคือควรตั้งศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง พิจารณาเฉพาะคดีที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งทั้งหมด”
    นายวุฒิสาร ตันไชย ส.ส.ร.
    : มติชน 11 กุมภาพันธ์ 2550



    “ สนับสนุนการใช้รัฐธรรมนูญปี 2540 ต่อไป ไม่ควรไปแก้ไขมาก สิ่งที่ต้องทำคือกำหนดให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีศาลเลือกตั้ง ออกกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้ง หาวิธีการสกัดกั้นการใช้เงิน โดยให้ผู้สมัครแสดงทรัพย์สินเพื่อป้องกันไม่ให้นำเงินส่วนนั้นมาใช้ซื้อเสียง เพราะเงินจำนวนนั้นจะไม่สามารถนำออกมาใช้ได้ เรื่องเงินบริจาคเพื่อสนับสนุนพรรคจำกัดให้ไม่เกินคนละ 5,000 บาทต่อคน”
    นายยุวรัตน์ กมลเวชช อดีตกรมการการเลือกตั้ง
    : มติชน 11 กุมภาพันธ์ 2550



    “ ไม่ควรมีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ต้องเอารัฐธรรมนูญปี 2540 กลับมา และทำให้เกิดความรู้สึกราวกับว่ารัฐธรรมนูญไม่เคยถูกฉีก การปฏิรูปการเมืองไม่ได่อยู่ที่จำนวน ส.ส. แต่กระบวนการเข้าสู่อำนาจต่างหากที่สำคัญกว่า ผู้ที่จะเข้ามาในระบบการเมืองต้องมาจากการเลือกตั้ง การยกเลิกระบบปาร์ตี้ลิสต์เป็นการแก้ปัญหาไม่ถูกจุด จะทิ้งคะแนนรวมของคนทั้งประเทศไม่ได้ ส.ส.ร. จะต้องทำการวิจัยว่าแบบใดที่ตรงกับความต้องการของประชาชน ประการต่อมาต้องให้อำนาจศาลฎีกาใช้กระบวนการพิเศษตั้งแผนกคดีการเลือกตั้งขึ้นมา อีกประเด็นคือ ส.ส.คู่กับ ส.ว.มานาน หาก ส.ส.มาจากการเลือกตั้ง แต่ ส.ว.กลับไปสู่ระบบการแต่งตั้งก็ให้ยกเลิก ส.วงไปเลยดีกว่า”
    นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล
    : มติชน 11 กุมภาพันธ์ 2550



    “ ประเทศไทยควรมีสภาเดียว แต่ถ้าเห็นว่าไม่มีวุฒิสภาเหมือนขาดอะไรไป ก็อยากเห็นว่าวุฒิสภาควรกลับไปเมื่อปี 2489 คือเลือกตั้งโดยทางอ้อม ไม่ควรมีอำนาจยับยั้งอะไรมากนัก แต่ถ้าจะมาจากการเลือกตั้งโดยตรง จะต้องมีหน้าที่เฉพาะกลั่นกรองกฎหมาย หากให้มีอำนาจในการตรวจสอบก็ควรตั้งเป็นลักษณะองค์กรอิสระ ส่วนอำนาจในการแต่งตั้งถอดถอนจะต้องทำอย่างโปร่งใสด้วยการประชุมและลงมติอย่างเปิดเผย”
    นายพนัส ทัศนยานนท์อดีต ส.ว.ตาก และอดีต ส.ส.ร. ปี 2539
    : ไทยรัฐ 12 กุมภาพันธ์ 2550



    “ นายอภิสิทธิ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้เขียนบทความเรื่อง “ยกเครื่ององค์กรอิสระในรัฐธรรมนูญใหม่ ลงในเว็บไซต์ www.abhisit.or.th ระบุว่าการจะแก้ไขปัญหาองค์กรอิสระให้ถูกจุดควรเริ่มต้นจากการวิเคราะห์สาเหตุของความล้มเหลวในอดีตดังนี้ 1. องค์กรอิสระไม่ได้ล้มเหลวทุกองค์กร ที่น่าสังเกตคือองค์กรในรูปแบบศาลที่มีผู้พิพากษาและตุลาการที่มีลักษณะเป็นวิชาชีพ 2. องค์กรอิสระที่ไม่มีอำนาจเบ็ดเสร็จชี้เป็นชี้ตายไม่ได้ถูกแทรกแซง เช่น คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แต่ความเห็นขององค์กรเหล่านี้ไม่ได้รับการรับฟังเพื่อประโยชน์ในการนำไปสู่การปฏิบัติเท่าที่ควร 3. จุดใดที่เป็นศูนย์อำนาจชัดเจนจะถูกแทรกแซงหนัก เช่น ศาลรัฐธรรมนูญ และ ป.ป.ช. 4. องค์กรอิสระที่ขาดการตรวจสอบจะเสื่อมอำนาจเอง เช่น กกต. 5. การแทรกแซงองค์กรอิสระกระทำผ่านอำนาจทั้งฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ
    นายอภิสิทธิ์ ระบุว่า เพื่อแก้ปํญหาเหล่านี้ขอเสนอกรอบการยกเครื่ององค์กรอิสระที่สำคัญดังนี้
    1. ศาลรัฐธรรมนูญควรพิจารณาแยกเป็นสองส่วน ส่วนแรกเป็นลักษณะของตุลาการรัฐธรรมนูญที่เกิดขึ้นเฉพาะกิจ เพื่อพิจารณาคดีสำคัญที่มีผลกระทบทางการเมือง เช่น การถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยเลือกองค์คระมาจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา และที่ประชุมใหญ่ตุลาการศาลปกครองสูงสุด เพื่อไม่ให้มีกลุ่มบุคคลที่แน่นอน จะได้ไม่ถูกล้อบบี้จากผู้มีอำนาจ ส่วนทีสองเป็นการทำหน้าที่พิจารณาคดีอื่น ซึ่งใช้วิธีเลือกองค์กรตามที่กล่าวมาข้างต้น และอาจเพิ่มการเลือกกันเองระหว่างคณะกรรมการกฤษฎีกา นักนิติศาสตร์ นักรัฐศาสตร์ แล้วให้วุฒิสภารับรอง
    2. กกต. ควรใช้วิธีการสรรหาเช่นเดียวกับศาลรัฐธรรมนูญ ที่มีการเลือกตั้งจากองค์กรหรือที่ประชุมต่าง ๆ และจัดตั้งศาลแผนกคดีเลือกตั้งขึ้นมาเพื่อพิจารราการให้ใบเหลืองใบแดง
    3. ป.ป.ช.ควรใช้วิธีการสรรหาเช่นเดียวกับ กกต. แต่ปรับให้มีผู้แทนกุ่มบุคคลที่มีความเชี่ยวชาญในการสอบสวน และการทำสำเนาส่งฟ้อง ขณะเดียวกัน ป.ป.ช. ต้องถูกตรวจสอบได้ และไม่ควรผูกขาดในการเป็นช่องทางฟ้องศาลในคดีทุจริตของนักการเมือง จะต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนเป็นผู้เสียหายในคดีเหล่านี้สามารถฟ้องศาลโดยตรงอีกทางหนึ่ง”
    ไทยรัฐ 12 กุมภาพันธ์ 2550



    “ตามที่คณะอนุกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญว่าด้วยหมวดองค์กรอิสระและศาล เสนอให้ยุบรวมคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติและผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภานั้น เป็นเพียงข้อเสนอหนึ่ง ถ้าจะทำจริงต้องตอบสังคมให้ได้ว่าสามารถส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนได้ดีขึ้นหรือไม่ เชื่อว่าส่วนรวมคงไม่เอาด้วย เท่าที่ตระเวนรับฟังความคิดเห็นทั่งประเทศมีแต่ต้องการให้เพิ่มอำนาจแก่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนฯ ให้สามารถยื่นฟ้องต่อศาลรัฐธรรมนูญและศาลปกครองได้โดยตรง ไม่ต้องยื่นผ่านผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา ขอย้ำว่าคระกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติกับผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภามีนัยที่แตกต่างกันมาก เช่นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับแรงงาน ผู้ตรวจการแผ่นดินฯจะไม่รับเรื่องร้องเรียน นั้น โครงสร้างการทำงานของผู้ตรวจการแผ่นดินฯ จะไม่สามารถตรวจสอบนโยบายรัฐบาลได้เหมือนที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนฯ ดำเนินการอยู่”
    นางสุนี ไชยรสกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
    : ไทยรัฐ 24 กุมภาพันธ์ 2550



    “ เห็นด้วยกับความคิดนี้ ( ในเรื่องการอุดหนุนพรรคการเมืองโดยผ่านระบบภาษีรายได้บุคคลธรรมดาของประชาชน) หากมีการนำวิธีดังกล่าวมาใช้ก็ควรมีมาตรการรักษาความลับของผู้ประสงค์จะบริจาคเงินให้พรรคการเมือง และควรจำกัดวงเงินในการบริจาค รวมถึงเปิดช่องทางให้บริจาคแก่นักการเมืองเป็นรายบุคคลที่ตัวเองชื่นชอบได้ ทั้งนี้ ควรให้นักการเมืองจัดทำบัญชีรายรับรายจ่ายทางการเมืองเพื่อนำไปสู่การจัดระบบภาษีด้วย แต่แนวคิดนี้ต้องระมัดระวัง เพราะขณะนี้มีประชาชนที่เสียรายได้บุคคลธรรมดาอยู่ไม่มาก อาจทำให้คนกลุ่มนี้ถูกมองว่ามีความสามารถในการเป็นเจ้าของพรรค”
    นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์
    : ไทยรัฐ 24 กุมภาพันธ์ 2550



    “ขอเสนอแนวคิดการบริจาคเงินให้พรรคการเมือง 6 ข้อดังนี้
    1. ต้องให้ประชาชนทุกคนมีโอกาสเท่าเทียมกันในการเข้ามามีบทบาทในพรรคการเมือง
    2. ทุกพรรคการเมืองต้องมีโอกาสได้รับสิทธิในการรับเงินบริจาคเท่าเทียมกัน
    3. ควรกำหนดเพดานเงินบริจาคที่เหมาะสม เพื่อป้องกันไม่ให้พรรคการเมืองถูกแทรกแซงโดยผู้บริจาคที่เป็นนายทุน
    4. ต้องหาทางป้องกันไม่ให้ประชาชนถูกขมขู่ที่จะต้องบริจาคให้พรรคการเมือง
    5. ให้กรมสรรพากรออกกฎกระทรวงเรื่องการบริจาคเงินให้พรรคการเมือง เพื่อให้ผู้บริจาคสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้
    6. อาจมีการตั้งระบบบริจาค โดยประชาชนสามารถทำผ่านสหภาพหรือองค์กร ในการนำเงินไปบริจาคให้กับพรรคการเมืองที่ผลักดันหรือช่วยแก้ปัญหาที่เป็นความต้องการขององค์กรนั้น”
    นายนิกร จำนง รอหัวหน้าพรรคชาติไทย
    : ไทยรัฐ 24 กุมภาพันธ์ 2550



    “ฉะนั้น รัฐธรรมนูญใหม่จึงควรออกแบบให้ภาคประชาสังคมเข้มแข็งขึ้น มีบทบาทในการตรวจสอบถ่วงดุลทั้งฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ และองค์กรอิสระต่าง ๆ ได้โดยตรงและใกล้ชิดขึ้น กลวิธีที่จะทำเช่นนั้นคงมีหลายประเภทซึ่งต้องร่วมกันคิดให้ดี เช่น กระบวนการตรวจสอบที่ฝ่ายประชาชนเป็นผู้ริเริ่ม ควรมีทางดำเนินไปได้หลายทาง บางเรื่องอาจสิ้นสุดลงแค่การริเริ่ม บางเรื่องก็อาจดำเนินต่อไปในกระบวนการตรวจสอบโดยตรง บางเรื่องก็อาจนำไปสู่การเรียกคืนตำแหน่ง ฯลฯ
    สิทธิเสรีภาพในการเคลื่อนไหวต้องได้รับการประกันอย่างแข็งขัน การละเมิดสิทธิเหล่านี้ต้องถือว่าเป็นเรื่องอุจฉกรรจ์ เช่น กรณียกกำลังตำรวจเข้าทำร้ายประชาชนที่ต้องการยื่นหนังสือถึงนายกฯ ที่หาดใหญ่ ฝ่ายการเมืองและองค์กรอิสระอาจมีอำนาจเข้าไปตรวจสอบโดยตรง และอาจตั้งข้อกล่าวหาและพิสูจน์ ซึ่งทำให้นายกฯ หรือรัฐมนตรีมหาดไทยต้องออกจากตำแหน่งตามกฎหมาย
    กระบวนการประชาพิจารณ์ต้องมีความโปร่งใส การตั้งกรรมการทำประชาพิจารณ์อาจไม่ใช่อำนาจเด็ดขาดของฝ่ายบริหาร คำให้การและผลการประชาพิจารณ์ต้องเผยแพร่แก่สาธารรณชนโดยเร็ว การทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมฝนโครงการขนาดใหญ่ รัฐต้องสนับสนุนการเงินให้ฝ่ายประชาชนในพื้นที่สามารถจ้างนักวิชาการทำอีกฉบับหนึ่งควบคู่กันไป ฉะนั้น สัญญาโครงการก็ตาม ตัวรายละเอียดของโครงการก็ตาม จึงต้องเปิดเผยแก่สาธารณะมาแต่ต้น รวมทั้งรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (และสุขภาพ) ก็ควรจะเปิดเผยเช่นกัน
    สิทธิการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของประชาชน ต้องทำให้เกิดผลจริงจัง ไม่เฉพาะแต่ภาคราชการเท่านั้น ข้อมูลข่าวสารของฝ่ายนิติบัญญัติเองมีความสำคัญในการเพิ่มอำนาจตรวจสอบของประชาชน รายงานการประชุมสภาและการลงมติของ ส.ส.แต่ละคนต้องเผยแพร่ให้ประชาชนรู้ แม้รายงานการประชุมของคณะกรรมาธิการก็ต้องเผยแพร่
    เช่นเดียวกับการบริหารงานของ อปท. ต้องเปิดเผยได้ทุกเรื่อง และประชาชนในท้องถิ่นสามารถตรวจสอบได้เสมอเช่นกัน เพราะในขณะที่เราควรเพิ่มบทบาทของ อปท. โดยเฉพาะในการจัดการทรัพยากรในท้องถิ่น เราก็ควรเพิ่มอำนาจประชาชนในท้องถิ่นในการตรวจสอบ อปท. เช่นกัน ไม่เฉพาะแต่การตรวจสอบจากข้อมูลข่าวสารเท่านั้น หากต้องรวมถึงการให้อำนาจตัดสินใจโดยตรงในเรื่องการจัดการทรัพยากรแก่ประชาชนด้วย ใช้ประชาธิปไตยในทางตรงในทุกกรณีที่ทำได้ ฉะนั้น การอนุมัติให้คนภายนอกมาใช้ทรัพยากรท้องถิ่นระดับตำบล จึงต้องเป็นประชามติ ไม่ใช่ที่ประชุม อบต. เท่านั้น
    สิทธิการสื่อสาร สาธารณะของประชาชนต้องทำให้เกิดผลในทันที ไม่ว่าจะเป็นการทำวิทยุ (หรือแม้แต่โทรทัศน์ ซึ่งในอนาคตก็จะต้องเปลี่ยนเป็นระบบดิจิตอลอยู่แล้ว) หรือหนังสือพิมพ์ ใบปลิว และสื่ออินเตอร์เน็ต โดยฝ่ายบริหารไม่มีอำนาจแต่เพียงผู้เดียวที่จะบังคับควบคุมตามใจชอบ หากต้องมีกรรมการและอนุกรรมการที่มาจากหลายฝ่ายเป็นผู้กำหนดแนวทางให้ฝ่ายบริหารปฏิบัติ”
    นิธิ เอี่ยวศรีวงศ์ “รัฐธรรมนูญใหม่ (3)”
    : มติชน 26 กุมภาพันธ์ 2550



    “จากการประชุมผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงศึกษาธิการเมื่อเร็ว ๆ นี้ สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษาเสนอมีสาระสำคัญ ได้แก่ หมวดสิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย เดิมกำหนดให้รัฐต้องจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่า 12 ปีอย่างทั่วถึงโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย แต่จะยกเลิกและกำหนดใหม่โดยระบุให้บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกันในการรับการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่า 12 ปี ที่รัฐจะต้องจัดสรรทรัพยากรให้อย่างเป็นธรรมและเพียงพอ เพื่อให้สามารถจัดการศึกษาได้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ และการจัดการศึกษาอบรมของรัฐต้องคำนึงถึงการมีส่วนร่วมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและเอกชน ตามที่กฎหมายบัญญัติ การจัดการศึกษาขององค์กรวิชาชีพและเอกชนภายใต้การกำกับดูแลของรัฐย่อมได้รับความคุ้มครองตามที่กฎหมายบัญญัติ
    การยกเลิกให้รัฐจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน 12 ปีโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย ไม่ใช่เป็นการปลดล็อคอะไร เพียงแต่ว่าเมื่อรัฐกำหนดให้มีการศึกษาภาคบังคับ 9 ปี ก็ต้องจัดการศึกษาให้ทุกคนได้เรียน และขณะเดียวกันเมื่อรัฐตั้งเป้าจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน 12 ปี หากไม่เขียนกฎหมายบังคับรัฐให้จัดการศึกษาให้เพียงพอ ก็จะเกิดช่องโหว่เหมือนรัฐธรรมนูญฉบับเก่าที่เปิดช่องให้โรงเรียนเก็บค่าใช้จ่ายในกิจกรรมเสรอมนอกหลักสูตรปกติบางชนิด ด้วยการไประดมทรัพยากรและการบริจาคจนทำให้เกิดปัญหาบานปลาย เพราะโรงเรียนไม่ได้เก็บมาเสริมแต่ไปเปิดสอนในส่วนต่าง ๆ เพิ่ม เช่น สอนเสริมคอมพิวเตอร์ ภาษาอังกฤษ ว่ายน้ำ ซึ่งไม่ใช่ กลายเป็นว่าเปิดเพื่อนำทรัพยากรตรงนี้มาช่วยเสริมรายจ่ายปกติ ทำให้เป็นภาระยุ่งเหยิงแก่ผู้ปกครอง
    เมื่อรัฐธรรมนูญประกาศใช้ อาจจะต้องมีการปรับกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกัน ในส่วนของค่าบำรุงการศึกษาหรือค่าเทอมนั้น แม้จะปรับแก้เนื้อหาในรัฐธรรมนูญใหม่คงไม่มีผลอะไร รัฐจะไม่เก็บจากค่าใช้จ่ายส่วนนี้เหมือนเดิม”
    ศ.ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
    : ไทยรัฐ 2 มีนาคม 2550



    “ ในที่นี้ขอกำหนดชื่อเป็นกรอบกว้าง ๆ ในชื่อว่า “สภาพิทักษ์รัฐธรรมนูญและการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข”
    ในแนวคิดเบื้องต้น สภานี้อาจจะประกอบไปด้วยประธานสภาผู้แทนราษฎร ปรานวุฒิสภา นายกรัฐมนตรี ประธานศาลฎีกา ประธานศาลปกครองสูงสุด ประธานศาลรัฐธรรมนูญ (หรือประธานตุลาการรัฐธรรมนูญ) และอาจรวมถึงประธานองคมนตรี ผู้นำฝ่ายค้าน หรือประธานองค์กรอิสระอื่น ๆ
    ซึ่งการรวมตัวกันก็ให้มีความยืดหยุ่นพอควร เพราะในบางสถานการณ์อาจจะไม่สามารถรวมองค์คณะของสถาบันทางอำนาจเหล่านี้ได้ทั้งหมด แต่ก็ให้มีสัดส่วนประกอบอันเป็นที่ยอมรับ และสามารถจัดการกับปัญหาได้อย่างเด็ดขาด
    อนึ่ง การตัดสินว่าสถานการณ์อย่างไรที่จะเรียกว่า “เป็นวิกฤต” ก็ให้มีผู้ร่วมกำหนดได้หลายฝ่ายและเป็นลำดับขั้นไป ตั้งแต่ประชาชนรวมตัวกันแสดงสภาพของความเป็นวิกฤตให้ทราบในทางสาธารณะ หรือร้องขอให้นำเรื่องสู่สภาพิทักษ์รัฐธรรมนูญฯ เพื่อแก้ไข หรือจำนวนหนึ่งขององค์คณะสภาพิทักษ์รัฐธรรมนูญฯ นี้เสนอให้เป็นสถานการณ์วิกฤต
    หรือที่สุดแม้แต่พระมหากษัตริย์ก็อาจจะมีข้อพิจารราพระราชทานผ่านประธานองคมนตรีมาสู่สภาพิทักษ์รัฐธรรมนูญฯ นี้ต่อไปก็ได้
    สภาพิทักษ์รัฐธรรมนูญและระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข จะประชุมกันได้ก็ต่อเมื่อได้พิจารณาเห็นว่าบ้านเมืองเป็นวิกฤตเท่านั้น โดยที่ในภาวะปกติสภานี้จะไม่มีบทบาทหน้าที่ในเรื่องใดแต่อย่างใด หน้าที่หลัก ๆ และอำนาจเท่าที่จำเป็นของสภานี้ได้แก่ สร้างความสมานฉันท์ให้เกิดขึ้นในสังคม โดยใช้มาตรการเชิงประนีประนอมในเบื้องต้นเสียก่อน
    เช่น จัดให้มีการเจรจาพูดคุยระหว่างฝ่ายที่มีความขัดแย้ง หรือตำหนิตักเตือนและห้ามปราม หรือถ้าเหตุการณ์ได้ลุกลามใหญ่โตก็ต้องรีบเข้าแก้ไขวิกฤตนั้นโดยเร็ว เช่น สั่งการให้ทหาร ตำรวจ ปฏิบัติหน้าที่เพื่อพิทักษ์รัฐธรรมนูญ กระทั่งมอบหมายให้ผู้มีหน้าที่ในองคืกรที่รับผิดชอบเข้าคลี่คลายปัญหานั้นโดยเร็ว
    นอกจากนี้ยังอาจจะต้องมีหน้าที่ในการป้องกันสถาบันพระมหากษัตริย์ ด้วยการรับเอาเข้ามาเป็นภาระที่จะต้องจัดการกับปัญหานั้นให้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด โดยมิให้เป็นราชภาระที่อาจจะทำให้ระคายเบื้องพระยุคลบาทได้
    สภาพิทักษ์รัฐธรรมนูญฯ อาจจะมาช่วยเสริมการใช้มาตรา 7 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 อย่างที่เคยมีความพยายามเรียกร้องกันในปี 2549 นั้นได้
    ทั้งยังจะช่วยรับแรงปะทะที่เกิดจากความขัดแย้งของผู้คนในสังคม มิให้ขึ้นไปกระทบให้ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท
    โดยสภาพิทักษ์รัฐธรรมนูญฯ นี้จะเป็น “ทัพหน้า” เข้าจัดการกับปัญหาให้เบ็ดเสร็จไปเสียก่อน เป็นการส่งเสริมพระบารมีและรักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์อันเป็นที่เทิดทูนยิ่งให้ดำรงอยู่อย่างสง่างามเป็นศักดิ์ศรีอันมีค่าล้ำของสังคมอย่างยั่งยืนต่อไป
    ทั้งยังจะช่วยพัฒนาการเมืองภาคประชาชนให้เข้มแข็งอันเป็นผลเนื่องด้วยการเปิดช่องทางของการร่วมใช้อำนาจประชาชนให้มีมากขึ้นผ่านสภานี้
    ในอนาคตเมื่อภาคประชาชนมีความเข้มแข็งและสามารถเข้ามาใช้อำนาจอันพึงมีของประชาชนตามระบอบประชาธิปไตยได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็อาจจะขยายองค์ประกอบของสภาพิทักษ์รัฐธรรมนูญฯ ให้มีตัวแทนของภาคประชาชนเข้าไปร่วมด้วยก็ยิ่งจะเป็นการเสริมกลไกในส่วนนี้ให้มีความน่าเชื่อถือและมีอานุภาพมากขึ้น
    นำไปสู่ระบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ โดยสภาพิทักษ์รัฐธรรมนูญและระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขจะเป็นประดุจสถาบันของความสมานฉันท์ ความปรองดอง และความร่วมมือกันของคนไทยทั้งประเทศ สู่สังคมแห่งสันติสุข มั่นคง และปลอดภัยดั่งที่ทุกคนปรารถนาอย่างแท้จริง”
    ทวี สุรฤทธิกุล สาขาวิชารัฐศาสตร์ มสธ. “สภาพิทักษ์รัฐธรรมนูญและระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข”
    : มติชน 2 กุมภาพันธ์ 2550
  • 0 Comments
    Posted on 21 Mar 2007 by Akeamorn
    Name:
    E-mail: (optional)
    Smile: smile wink wassat tongue laughing sad angry crying 

    | Forget Me